อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ หลังสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งเปิดตัว “ชิปแสงขนาดจิ๋ว” หรือ Photonic Chip เทคโนโลยีประมวลผลรูปแบบใหม่ที่ใช้ “โฟตอน” แทนอิเล็กตรอนในการส่งข้อมูล
จุดเด่นสำคัญคือ ชิปประเภทนี้สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วระดับแสง พร้อมลดปัญหาความร้อนสะสมที่เป็นข้อจำกัดใหญ่ของชิปซิลิคอนแบบเดิม โดยขนาดของตัวชิปยังเล็กใกล้เคียงกับชิปในสมาร์ตโฟนปัจจุบัน
ทำไม “ชิปแสง” ถึงถูกจับตามองในยุค AI
ปัจจุบันระบบ AI ต้องประมวลผลข้อมูลมหาศาลตลอดเวลา ส่งผลให้ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ชิปไฟฟ้าแบบดั้งเดิมต้องสูญเสียพลังงานจำนวนมากไปกับการระบายความร้อน แต่ชิปแสงใช้ท่อนำแสงระดับนาโนเมตร หรือ Waveguides ในการส่งข้อมูล ทำให้แทบไม่เกิดความร้อนจากแรงต้านไฟฟ้า และยังสามารถลดการใช้พลังงานได้สูงถึง 80-90% ในงานประมวลผล AI เมื่อเทียบกับระบบเดิม
Photonic Chip เร็วกว่า เย็นกว่า และประหยัดพลังงานกว่าเดิม
เทคโนโลยี Photonic Integrated Circuit หรือ PIC ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ เพราะสัญญาณแสงสามารถเดินทางได้เร็วกว่าสัญญาณไฟฟ้าในวงจรทั่วไปหลายเท่า นอกจากนี้ อนุภาคแสงยังไม่มีมวลและไม่เกิดความต้านทานไฟฟ้า จึงช่วยลดปัญหาความร้อนสะสม ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคหลักของการพัฒนาชิป AI ยุคปัจจุบัน
จากห้องทดลอง สู่โรงงานผลิตจริง
ในปี 2026 เทคโนโลยี Silicon Photonics หรือ SiPh เริ่มเข้าสู่ระดับโรงงานนำร่องแล้ว และหลายบริษัทกำลังผลักดันการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับความต้องการจากดาต้าเซ็นเตอร์และระบบ AI ขนาดใหญ่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังมีข้อจำกัดด้านความซับซ้อนในการผลิต โดยเฉพาะการจัดวางท่อนำแสงและเลเซอร์ที่ต้องแม่นยำในระดับต่ำกว่า 1 ไมครอน
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ในช่วงแรกชิปแสงจะถูกใช้งานในรูปแบบ “Hybrid Chip” หรือชิปลูกผสม ที่รวมทั้งระบบไฟฟ้าและระบบแสงเข้าด้วยกัน
เทคโนโลยีนี้จะเริ่มใช้งานในเซิร์ฟเวอร์ AI และระบบเชื่อมต่อข้อมูลความเร็วสูงก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายสู่สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ผู้บริโภคในอนาคต
tags sydney.edu.au