Lufthansa Technik พัฒนา AeroSHARK ฟิล์มพื้นผิวพิเศษที่เลียนแบบโครงสร้างผิวหนังของฉลาม เพื่อนำไปติดตั้งบนเครื่องบิน โดยแนวคิดหลักคือการลดแรงต้านอากาศบริเวณพื้นผิว ซึ่งช่วยให้เครื่องบินใช้พลังงานน้อยลงและลดการปล่อยคาร์บอนระหว่างการบิน
ทำไมต้องเลียนแบบ “ผิวฉลาม”
หัวใจของ AeroSHARK มาจากโครงสร้างขนาดเล็กบนผิวหนังฉลามที่เรียกว่า Dermal Denticles ซึ่งมีลักษณะเป็นสันละเอียดจำนวนมากและเรียงตัวไปตามทิศทางการไหลของน้ำ
โครงสร้างเหล่านี้ช่วยควบคุมการไหลของน้ำบริเวณผิว ทำให้ฉลามสามารถเคลื่อนที่ผ่านน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักพัฒนาจึงนำหลักการเดียวกันมาปรับใช้กับการไหลของอากาศรอบเครื่องบิน
แม้ลำตัวเครื่องบินจะดูเรียบเมื่อมองด้วยตาเปล่า แต่ในระดับจุลภาคพื้นผิวยังคงมีความขรุขระอยู่ เมื่อเครื่องบินบินด้วยความเร็วสูง อากาศที่สัมผัสกับผิวเครื่องบินจะเกิดการไหลและแรงเสียดทาน หรือที่เรียกว่า Skin-Friction Drag
แรงต้านดังกล่าวหมายถึงเครื่องบินต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาความเร็วและระดับการบิน AeroSHARK จึงถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมการไหลของอากาศบริเวณผิวและลดแรงต้านส่วนนี้
ฟิล์มบางแค่ 50 ไมโครเมตร แต่ติดตั้งบนพื้นที่ขนาดใหญ่
AeroSHARK เป็นฟิล์มโพลิเมอร์ที่มีร่องขนาดเล็กจำนวนมาก โดยโครงสร้างบนพื้นผิวมีความสูงประมาณ 50 ไมโครเมตร หรือราว 0.05 มิลลิเมตร และต้องจัดแนวให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของอากาศบนเครื่องบินอย่างแม่นยำ
ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปติดตั้งบริเวณลำตัวเครื่องบินและครอบเครื่องยนต์ เพื่อช่วยลดแรงต้านอากาศ โดย Lufthansa ระบุว่าสามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 1% ต่อเที่ยวบิน
ตัวเลขอาจดูไม่มากเมื่อมองเป็นเที่ยวบินเดียว แต่เมื่อคิดจากจำนวนเที่ยวบินและเครื่องบินพาณิชย์ที่ใช้งานในระยะยาว การลดการใช้เชื้อเพลิงเพียงเล็กน้อยต่อเที่ยวก็สามารถสะสมเป็นปริมาณมหาศาลได้
ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2026 ระบุว่า AeroSHARK ถูกติดตั้งบนเครื่องบินของ Lufthansa Group แล้ว 22 ลำ ประกอบด้วย
Boeing 777-300ER ของ SWISS จำนวน 12 ลำ
Boeing 777F ของ Lufthansa Cargo จำนวน 5 ลำ
Boeing 777-200ER ของ Austrian Airlines จำนวน 4 ลำ
Boeing 747-400 ของ Lufthansa จำนวน 1 ลำ
เครื่องบินทั้ง 22 ลำสามารถช่วยประหยัดเชื้อเพลิงรวมประมาณ 19 ตันต่อวัน และลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 60 ตันต่อวัน
ในภาพรวม เครื่องบินที่ติดตั้ง AeroSHARK สะสมชั่วโมงบินมากกว่า 377,000 ชั่วโมง และช่วยประหยัดเชื้อเพลิงไปแล้วมากกว่า 22,000 ตัน พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 70,000 ตัน ตามข้อมูลสะสมถึงเดือนกรกฎาคม 2026
เตรียมขยายเทคโนโลยีสู่ Airbus A330
ล่าสุด AeroSHARK กำลังเดินหน้าไปสู่เครื่องบินอีกตระกูล โดย A330-300 ของ Discover Airlines จะเป็นเครื่องบิน Airbus ลำแรกที่เข้าร่วมการทดสอบเทคโนโลยีนี้ การทดสอบเกิดขึ้นหลัง AeroSHARK เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการรับรองกับ EASA หรือสำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป ในเดือนสิงหาคม 2026
หากผ่านการรับรอง เทคโนโลยีจะสามารถนำไปใช้กับ Airbus A330-200 และ A330-300 ได้ โดยเครื่องบินทดสอบจะต้องเข้าร่วมเที่ยวบินเป็นเวลาหลายสัปดาห์ทั้งก่อนและหลังการติดตั้ง เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการประเมินประสิทธิภาพ กระบวนการรับรองยังครอบคลุมทั้งการตรวจสอบทางเทคนิค การทดสอบภาคพื้นดิน การทดสอบในอากาศ และการประเมินการทำงานจริง เพื่อยืนยันว่า AeroSHARK สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและไม่กระทบต่อระบบสำคัญของเครื่องบิน
เป้าหมายต่อไป ไม่ใช่แค่ “ลำตัวเครื่องบิน” Lufthansa Technik และ Airbus ยังพัฒนา AeroSHARK สำหรับติดตั้งบน ปีกและแพนหางของ Airbus A330ceo ด้วย เหตุผลสำคัญคือปีกและแพนหางมีพื้นที่ขนาดใหญ่และเกี่ยวข้องโดยตรงกับอากาศพลศาสตร์ หากสามารถนำพื้นผิวแบบ AeroSHARK ไปใช้กับพื้นที่เหล่านี้ได้ ก็จะเพิ่มบริเวณที่สามารถลดแรงต้านอากาศได้มากขึ้น
tags : newatlas, TNN