สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากทั้งสองขั้วการเมืองผนึกกำลังยื่นร่างกฎหมายฉบับสำคัญ หวังดึงอำนาจในการตัดสินใจด้านความมั่นคงกลับคืนสู่สภา เพื่อป้องกันไม่ให้ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เทคโนโลยี AI Chip ระดับสูงเป็น “เบี้ยต่อรอง” ในสงครามการค้ากับประเทศกลุ่มเสี่ยง
The "AI Overwatch Act" กลไก Veto ข้ามขั้ว
ร่างกฎหมายที่นำโดย Mark Warner (D-VA) และ Thom Tillis (R-NC) ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างเกราะป้องกันความมั่นคงทางเทคโนโลยี (Tech-Security) โดยมีสาระสำคัญดังนี้
หากฝ่ายบริหารพยายามยกเว้นหรือผ่อนปรนการส่งออกชิป AI ให้กับ “ประเทศที่น่ากังวล” (เช่น จีน) รัฐสภาจะมีอำนาจในการยับยั้งการตัดสินใจนั้นทันที
ฝ่ายบริหารต้องแจ้งแผนการใดๆ ต่อรัฐสภาล่วงหน้า โดยสภาจะมีเวลา 30 วันในการพิจารณาและลงมติคัดค้าน (Joint Resolution of Disapproval)
เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการควบคุมเทคโนโลยีจะไม่ถูกลดทอนความเข้มข้น เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการค้าแบบชั่วคราว
ความกังวลเรื่อง "ชิปแลกเกษตร"
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่า ทรัมป์อาจมองมาตรการคว่ำบาตรทางเทคโนโลยีเป็นเพียง “หมาก” ในเกมเจรจาธุรกิจ
ฝ่ายนิติบัญญัติหวั่นเกรงว่า รัฐบาลอาจยอมเปิดทางให้จีนเข้าถึงชิปประสิทธิภาพสูงจากยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA หรือ AMD เพื่อแลกกับสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตรมูลค่ามหาศาล หรือดีลทางเศรษฐกิจอื่นๆ
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การปล่อยให้เทคโนโลยี AI ตกไปอยู่ในมือคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ อาจส่งผลเสียต่อความได้เปรียบทางทหารของสหรัฐฯ ในระยะยาว ซึ่งเป็นความเสียหายที่ “มูลค่าทางการค้า” ไม่อาจชดเชยได้
การผลักดัน AI Overwatch Act คือสัญญาณเตือนว่าสภาคองเกรสจะไม่ยอมเป็นเพียง "ตรายาง" ในยุคของทรัมป์
การที่ทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันเห็นพ้องในเรื่องนี้ สะท้อนว่าความมั่นคงทางเทคโนโลยีคือ “เส้นแดง” (Red Line) ที่สภาจะไม่ยอมให้ใครข้าม
หากกฎหมายนี้ผ่าน จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของพันธมิตรทั่วโลกที่กำลังดำเนินรอยตามสหรัฐฯ ในการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีของจีน
บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายที่ซับซ้อนขึ้นไประหว่างคำสั่งจากทำเนียบขาวและการตรวจสอบจากรัฐสภา
นี่ไม่ใช่แค่การควบคุมการส่งออกสินค้า แต่คือการต่อสู้เพื่อนิยามความหมายของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ในยุค AI ว่าจะถูกขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ระยะยาว หรือผลประโยชน์ทางการค้าในระยะสั้น
tags : tomshardware