ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังมาตรการสนับสนุน EV ของรัฐปรับรูปแบบจาก EV 3.0 ไปสู่ EV 3.5 ซึ่งลดเงินอุดหนุนและเน้นรถที่ผลิตในประเทศ ทำให้ผู้ผลิตจีนหลายรายเตรียมเดินหน้า เปิดไลน์ผลิตรถไฟฟ้าระดับ Entry ราคาจับต้องได้ราว 5 แสนบาท เพื่อชดเชยเงื่อนไขการคืนโควตาและรักษายอดขาย
มาตรการเปลี่ยน เกมเปลี่ยน
ปี 2568 ยอดขาย EV ในไทยทำสถิติสูงสุดกว่า 1 แสนคัน แต่เมื่อ EV 3.0 (เงินสนับสนุนสูงสุด 150,000 บาท) สิ้นสุดลง รัฐบาลเริ่มบังคับใช้ EV 3.5 ที่ให้เงินสนับสนุนเหลือ 50,000 บาทและจำกัดสิทธิ์เฉพาะรถที่ผลิตในประเทศ ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างรถนำเข้ากับรถประกอบในประเทศยิ่งกว้างขึ้น ผู้ผลิตที่จะยังได้สิทธิประโยชน์ต้องผลิตชดเชยในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด (ปีแรก 1:2 และปีถัดมา 1:3)
ผลกระทบคือ ต้นทุนลดสิทธิประโยชน์—และราคาจำหน่ายมีแนวโน้มขยับขึ้น ผู้จัดจำหน่ายอย่าง เรเว่ ออโตโมทีฟ ระบุว่า รถบางรุ่นของ BYD ที่เคยได้สิทธิ EV 3.0 จะได้รับเงินสนับสนุนเพียง 50,000 บาทภายใต้มาตรการใหม่ ขณะที่บางรุ่นอย่าง BYD SEAL และ DENZA D9 ต้องเผชิญการปรับภาษีสรรพสามิตเพิ่มเป็น 10%
ค่ายจีนชิงเวลา ผลิตรุ่นราคาประหยัด 5 แสนบาท
เพื่อตอบโจทย์ข้อกำหนดการผลิตชดเชยและรักษายอดขาย ค่ายจีนหลายรายเตรียม “สู้ด้วยปริมาณ” โดยจะเปิดตัวรถ EV ระดับ Entry ราคาประมาณ 500,000 บาท:
ฉางอาน (Changan) — โรงงานในจังหวัดระยองกำลังผลิตรุ่น Deepal S05 และ เตรียมขึ้นไลน์ NEVO Q05 (ชื่อจีน) ต้นปี 2569 สำหรับตลาดไทยคาดทำตลาดภายใต้แบรนด์ Deepal รุ่นนี้ระบุสเปกใช้มอเตอร์หน้า 161 แรงม้า แบตเตอรี่ LFP ขนาด 51.9 kWh ให้ระยะทางประมาณ 506 กม. ต่อการชาร์จเต็ม (ตัวเลขผู้ผลิตอ้าง)
OMODA & JAECOO — หลังทำยอดนำเข้าดีจากการใช้สิทธิ EV 3.5 เตรียมขึ้นไลน์ผลิตรุ่น JAECOO 5, JAECOO 6 และ OMODA C5 ต้นปี 2569 และจะเสริมด้วย OMODA C3 เอสยูวีขนาดเล็กราคาเป้า ~5 แสนบาท ในไตรมาส 3
ผู้เล่นรายอื่นเช่น GWM ก็เตือนว่าราคาจะปรับขึ้นหลังจบโครงการ EV 3.0 ขณะที่หลายแบรนด์ใช้แคมเปญ “Final Call” ปิดการขายที่ราคาเดิมก่อนขึ้นราคาในปีถัดไป
บทสรุป — แข่งขันด้วยราคาและปริมาณ
มาตรการ EV 3.5 ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับยุทธศาสตร์จากการเน้นรุ่นนำเข้าเป็นการเพิ่มกำลังผลิตในประเทศและออกแบบรุ่นราคาประหยัดเพื่อให้ผ่านเกณฑ์คืนโควตา แนวโน้มนี้จะทำให้ตลาดไทยได้เห็นรถ EV รุ่นถูกลงจากผู้ผลิตจีนมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน อาจเร่งให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง พร้อมความเสี่ยงต่อคุณภาพและบริการหลังการขายที่ต้องจับตา
ผู้บริโภคควรติดตามประกาศราคาและสเปกอย่างระมัดระวัง ขณะที่ผู้ผลิตต้องถ่วงดุลระหว่างการลงทุนโรงงานในประเทศกับต้นทุนการผลิต เพื่อให้ผ่านกฎ EV 3.5 ในช่วงปี 2569–2570 ได้ตามเงื่อนไข
tags : thansettakij