เมื่อเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ ออกมาลั่นวาจาว่า “จีนกำลังลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างรวดเร็ว” โลกต้องหันมาฟังทันที เพราะนี่ไม่ใช่แค่คำทำนาย แต่มันคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อขั้วอำนาจโลกกำลังพยายามถอนตัวจากยุคฟอสซิลเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว โดยมีจีนเป็นผู้นำทัพทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2025
เมื่อยอดขายรถใหม่ในจีนกว่า 51% กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Plug-in Hybrid ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าคนจีนเกินครึ่งประเทศบอกลาเครื่องยนต์สันดาป ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินลดฮวบลงกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้จีนยังครองแชมป์โลกในการลงทุนพลังงานหมุนเวียน ทั้งโซลาร์ ลม และนิวเคลียร์ โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 พลังงานสะอาดจะต้องคิดเป็น 25% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้เดินเกมเพียงด้านเดียว
แต่กำลังใช้แผน “แยกส่วน” อย่างแยบยล ในขณะที่ผลักดัน EV สุดตัว แต่สถิตินำเข้าน้ำมันดิบกลับพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เพราะจีนกำลังเร่งกักตุนน้ำมันเพื่อรับมือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงป้อนอุตสาหกรรมหนักที่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันอยู่ เป็นการเตรียมพร้อมทั้ง “ดาบ” (พลังงานใหม่) และ “โล่” (น้ำมันสำรอง) ในเวลาเดียวกัน
🇨🇳 Elon Musk says "China is rapidly reducing dependence on oil."#ElonMusk #China #Oil #OilPrices #Chinese pic.twitter.com/wlW0jPDYdz
— CodeHashAI (@CodeHashAI) March 9, 2026
การที่ Elon Musk ออกมาขยี้ประเด็นนี้ ย่อมเป็นการส่งสัญญาณบวกให้กับ Tesla ที่กำลังทำศึกราคากับแบรนด์เจ้าถิ่นอย่าง BYD, NIO หรือ Xiaomi ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก สงครามครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การขายรถ แต่คือสงครามช่วงชิงการเป็นเบอร์หนึ่งในเทคโนโลยีแบตเตอรี่และแร่หายาก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นมหาอำนาจในยุคหลังน้ำมันอย่างแท้จริง
tags :threads