น่านฟ้าเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อรายงานล่าสุดจากสถาบัน RUSI เผยว่ากองทัพอากาศจีน (PLAAF) ได้ข้ามผ่านจุด “ทดลอง” เข้าสู่การ “ผลิตระดับอุตสาหกรรม” ของเครื่องบินรบสเตลธ์ยุคที่ 5 อย่าง J-20 Mighty Dragon โดยคาดการณ์ว่าขุมกำลังจะพุ่งสูงถึง 1,000 ลำ ภายในปี 2030
จีนไม่ได้แค่สร้างเครื่องบินรบ แต่กำลังสร้าง "กองทัพสเตลธ์" ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
ปัจจุบันจีนมีศักยภาพผลิต J 20 ได้สูงถึง 120 ลำต่อปี (ข้อมูล ณ ปลายปี 2025)
ในขณะที่สหรัฐฯ มี F-22 ประจำการเพียง 187 ลำและปิดสายการผลิตไปแล้ว แต่ J 20 ของจีนกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จของประเทศเดียว
ความน่ากลัวของ J 20 ในปี 2026 ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเท่านั้น แต่คือเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด
ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ WS-15 ทำให้ J-20 มีรัศมีปฏิบัติการเกิน 2,000 กิโลเมตร โดยไม่ต้องเติมน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่อ่าวไทยไปจนถึงเกาะกวม
ติดตั้งขีปนาวุธ PL-15 และ PL-17 ที่มีพิสัยยิงไกลถึง 400 กิโลเมตร มุ่งเป้าทำลายเครื่องบินเตือนภัยและเครื่องบินเติมน้ำมันของศัตรู ซึ่งเป็นหัวใจหลักของกองทัพตะวันตก
ยุคแห่ง "Kill Web" และดุลอำนาจใหม่
กองทัพจีนไม่ได้มองแค่เครื่องบินลำเดียว แต่กำลังสร้างเครือข่ายการรบที่เรียกว่า “Kill Web”
ผสาน J 20 เข้ากับเครื่องบินอเนกประสงค์ (J-16, J-10C) และฝูงโดรนรบ (Unmanned Systems)
ยุทธศาสตร์นี้บีบให้สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องคิดหนักในการวางกำลังพล เพราะความได้เปรียบทางการอากาศที่เคยครองมาตลอดหลายทศวรรษกำลังถูกท้าทายด้วย “จำนวน” และ “ระยะยิง” ที่เหนือกว่า
ศาสตราจารย์ จัสติน บรองค์ เตือนว่านี่คือจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ หากชาติตะวันตกไม่เร่งทบทวนยุทธศาสตร์การป้องปราม ดุลอำนาจทางอากาศในภูมิภาคนี้จะเอนเอียงไปทางปักกิ่งจนยากจะกู้คืน
tags : defencesecurityasia