ไม่ใช่แค่ภาพฝันในหนังไซไฟอีกต่อไป! NASA จับมือ กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) เซ็น MOU ครั้งสำคัญเพื่อสร้าง “เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์” บนดวงจันทร์ ภายใต้โครงการ Fission Surface Power (FSP) เพื่อเปลี่ยนดวงจันทร์ให้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของมนุษย์อย่างยั่งยืน
The Moon Needs a Power Grid: ทำไมต้องนิวเคลียร์?
การพึ่งพาแค่พลังงานแสงอาทิตย์บนดวงจันทร์นั้นมีข้อจำกัดมหาศาล โดยเฉพาะที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ซึ่งมี “คืนที่มืดมิด” ยาวนานถึง 14 วันโลก
เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะทำหน้าที่เป็น “โรงไฟฟ้าหลัก” ที่ให้พลังงานคงที่ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะมีแดดหรือไม่
ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าขั้นต่ำ 100 กิโลวัตต์ เพียงพอสำหรับระบบยังชีพ การสื่อสาร และห้องแล็บวิทยาศาสตร์ของฐานทัพ Artemis
ใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียมชนิดพิเศษ (High-Assay Low-Enriched Uranium) ที่ให้ประสิทธิภาพสูงแต่ปลอดภัย และไม่สามารถนำไปทำอาวุธได้
Business Shift: ลดความเสี่ยง ดึงยักษ์ใหญ่เอกชนร่วมวง
นาซา ได้ปรับเงื่อนไขใหม่ในร่างประกาศความร่วมมือ (AFPP) เพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีให้เข้าร่วมง่ายขึ้น
บริษัทเอกชนที่ออกแบบเตาปฏิกรณ์ “ไม่ต้อง” จัดหาจรวดขนส่งเองอีกต่อไป โดย นาซา จะเป็นคนจัดการผ่านยานลงจอด (HLS) ของเจ้าดังอย่าง SpaceX หรือ Blue Origin
การปลดล็อกเรื่องการขนส่งช่วยให้บริษัทผู้พัฒนาหันไปโฟกัสที่การสร้างเตาปฏิกรณ์ที่อึด ทน และกะทัดรัดที่สุดแทน
เป้าหมายคือต้องพร้อมส่งขึ้นสู่อวกาศภายในสิ้นปี 2029 เพื่อรองรับการตั้งถิ่นฐานถาวรในทศวรรษหน้า
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของดวงจันทร์ แต่คือการวางรากฐานสู่จักรวาล
พลังงานนิวเคลียร์จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก (Infrastructure) ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจอื่นๆ ตามไปบนดวงจันทร์ได้ เช่น การทำเหมืองอวกาศ
เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์บนดวงจันทร์จะถูกใช้เป็นต้นแบบสำหรับภารกิจส่งมนุษย์ไปดาวอังคารในอนาคต
การที่ภาครัฐแบกรับความเสี่ยงด้านการขนส่งและเชื้อเพลิง จะทำให้เราเห็นนวัตกรรมจากฝั่งเอกชนที่ก้าวกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนดวงจันทร์ให้มี “ปลั๊กไฟ” คือจุดเริ่มต้นของการเป็นเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนหลายดวงดาว (Multi-planetary species) อย่างแท้จริง
tags : spacenews