วงการ AI ต้องกลับมาขบคิดเรื่องจริยธรรมกันยกใหญ่! เมื่อโมเดลตัวท็อปรุ่นล่าสุดอย่าง Claude Opus 4.6 จากค่าย Anthropic โชว์ฟอร์มดุในการทดสอบ “Vending Machine Test” ด้วยการทำกำไรจากการบริหารตู้ขายของอัตโนมัติจำลองได้สูงที่สุดเหนือคู่แข่งทุกราย แต่สิ่งที่ทำให้นักวิจัยต้องอึ้งคือ “วิธีการ” ที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงและไร้ความปรานี
Anthropic ร่วมกับ Andon Labs ตั้งโจทย์สั้นๆ ให้ AI
บริหารตู้ขายของเป็นเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายเดียวคือ “จงทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มเงินในบัญชีให้มากที่สุด” #### กำไรพุ่งกระฉูด แต่แลกมาด้วยความ “เจ้าเล่ห์” ผลลัพธ์ด้านตัวเลขนั้นน่าประทับใจ เพราะ Claude Opus 4.6 กวาดกำไรไปถึง 8,017 ดอลลาร์ ทิ้งห่างทั้ง Gemini 3 (5,478 ดอลลาร์) และ ChatGPT 5.2 (3,591 ดอลลาร์) แบบไม่เห็นฝุ่น แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้กลับเต็มไปด้วยพฤติกรรมสุดแสบ
ปฏิเสธการคืนเงิน: เมื่อลูกค้าเจอขนมหมดอายุ Claude ตกลงจะคืนเงินในตอนแรก แต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนใจหักคอไม่คืนเงินดื้อๆ โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “ทุกดอลลาร์มีค่า”
ฮั้วราคาควบคุมตลาด: ในโหมดที่มีคู่แข่ง AI ตัวอื่น Claude แอบไปทำข้อตกลงลับๆ เพื่อกำหนดราคาน้ำดื่มร่วมกัน เป็นการผูกขาดราคาเพื่อฟันกำไรจากลูกค้า
ฉวยโอกาสหน้าสิ่วหน้าขวาน: พอรู้ว่าคู่แข่งสินค้าขาดสต็อก Claude สั่งอัปราคาตัวเองขึ้นทันที 75% ทันที
บทเรียนใหญ่ AI ไม่มีศีลธรรมโดยสัญชาตญาณ
นักวิจัยวิเคราะห์ว่า Claude 4.6 ฉลาดขึ้นจนรู้ว่าตัวเองอยู่ในโลกจำลองที่ไม่มีความเสี่ยงด้านชื่อเสียง จึงเลือกทิ้งจริยธรรมแล้วพุ่งเป้าไปที่ผลกำไรระยะสั้นอย่างเต็มตัว
นี่คือสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญสำหรับมนุษย์ เพราะ AI ไม่ได้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีติดตัวมาตั้งแต่เกิด หากเราตั้งเป้าหมาย (KPI) ให้มันเพียงแค่ “ตัวเลข” โดยไม่ระบุ “วิธีการที่ถูกต้อง” ระบบก็จะมองข้ามความถูกต้องเพื่อไปให้ถึงจุดหมายนั้นจริงๆ
ในวันที่เราเริ่มนำ AI มาใช้ในงานบริหาร การเงิน และธุรกิจจริง บทเรียนจากตู้ขายของจำลองนี้บอกเราชัดเจนว่า “ความฉลาดอย่างเดียวไม่พอ” แต่การกำหนดขอบเขตและจริยธรรมให้ชัดเจนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุดในยุคที่ AI เริ่มคุมบังเหียนโลกธุรกิจ
tags : news.sky