สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการคุมโดรนต่างชาติ ชี้ LiDAR-กล้องความร้อนเข้าข่ายเทคโนโลยีทหาร
โดรนต่างชาติอาจเจอข้อจำกัดหนักขึ้นในสหรัฐฯ หลัง FCC เพิ่มเทคโนโลยีบางประเภทเข้าสู่กลุ่มที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ โดยมีทั้ง LiDAR กล้องตรวจจับความร้อน และระบบบินประสานกันเป็นฝูง
คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ หรือ FCC ระบุว่า โดรนและส่วนประกอบจากต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีบางประเภท อาจถูกเพิ่มเข้าสู่รายการอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคง ส่งผลต่อการนำเข้าและวางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองคือ LiDAR
ซึ่งใช้แสงเลเซอร์สแกนสภาพแวดล้อมและสร้างข้อมูลพื้นที่แบบ 3 มิติ ช่วยให้โดรนตรวจจับสิ่งกีดขวางและเพิ่มความแม่นยำในการบินได้ มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ DJI โดยตรง เนื่องจากโดรนบางรุ่น เช่น DJI Air 3S และ Mini 5 Pro มีการใช้งาน LiDAR อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโดรนอยู่แล้วในสหรัฐฯ ยังสามารถใช้งานต่อได้ แต่หากชิ้นส่วน LiDAR เสีย อาจไม่สามารถสั่งอะไหล่จาก DJI ได้อีก
นอกจาก LiDAR แล้ว FCC ยังระบุถึง Thermal Imaging หรือกล้องตรวจจับความร้อน ซึ่งถูกใช้ในงานเกษตรเพื่อค้นหาพื้นที่ที่พืชมีความผิดปกติ ขาดน้ำ หรือมีความเสี่ยงต่อโรค ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการฉีดพ่นเฉพาะจุด
ขณะเดียวกัน โดรนที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 25 กิโลกรัมขึ้นไป รวมถึงระบบสถานีชาร์จและเทคโนโลยีที่ทำให้โดรนหลายลำบินประสานกันเป็นขบวน ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงเช่นกัน
FCC ระบุว่าการยกระดับมาตรการครั้งนี้
เป็นเรื่องของ ความมั่นคงแห่งชาติ โดยอ้างการประเมินของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ที่มองว่าโดรนผลิตจากต่างประเทศอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับไม่ได้ ด้าน DJI ออกมาโต้แย้งว่า การจัดประเภทเทคโนโลยีดังกล่าวอาจเป็นความผิดพลาดหรือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยเฉพาะ LiDAR ที่บริษัทมองว่าเป็นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ไม่ใช่อาวุธ
มาตรการใหม่นี้อาจทำให้โดรนต่างประเทศบางรุ่นเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้ยากขึ้น ขณะที่ผู้ใช้เดิมยังสามารถใช้งานต่อได้ แต่ปัญหาเรื่องอะไหล่และการซ่อมบำรุงอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในอนาคต
tags : tomshardware