Tube Computer MK3 ใช้สถาปัตยกรรมแบบ 8 บิต และขับเคลื่อนด้วยหลอดสุญญากาศ 6N3P จากยุคโซเวียตจำนวน 460 หลอด
นักประดิษฐ์งานอดิเรกรายหนึ่งสามารถสร้าง คอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้จริงจากหลอดสุญญากาศถึง 460 หลอด โดยเครื่องดังกล่าวมีชื่อว่า Tube Computer-MK3 และใช้การออกแบบระบบประมวลผลแบบ 8 บิต
จุดเด่นของเครื่องคือการใช้หลอดสุญญากาศรุ่น 6N3P ซึ่งเป็นหลอดที่ผลิตในยุคสหภาพโซเวียต จำนวนมากถึง 460 หลอด ทำให้ตัวเครื่องมีรูปลักษณ์คล้ายคอมพิวเตอร์ยุคบุกเบิกที่มีวงจรขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยหลอดสุญญากาศ
เนื่องจากหลอดสุญญากาศต้องใช้เวลาในการทำความร้อนก่อนจึงจะทำงานได้อย่างเสถียร Tube Computer-MK3 จึงต้องใช้เวลาประมาณ 15 นาทีในการอุ่นเครื่อง ก่อนเริ่มใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ
แม้จะมีประสิทธิภาพห่างไกลจากคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ แต่โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าคอมพิวเตอร์แบบหลอดสุญญากาศซึ่งเคยเป็นเทคโนโลยีหลักในยุคแรกของวงการคอมพิวเตอร์ ยังสามารถนำกลับมาสร้างเป็นเครื่องที่ใช้งานได้จริงด้วยความรู้และความพยายามของนักประดิษฐ์ยุคปัจจุบัน
ปัจจุบันไมค์เขียนซอฟต์แวร์จำลองการควบคุมเรือเหาะสัญชาติอังกฤษรุ่น R80 เพื่อทดลองบังคับบินจากเมืองไบรตันไปยังกรุงปารีส โดยเชื่อมโยงแผงควบคุมสวิตช์สัมผัสเข้ากับหน้าต่างห้องนักบินจำลอง ส่งสัญญาณไฟฟ้าขนาด 5 โวลต์ตรงเข้าสู่บอร์ดรับข้อมูล เพื่อสั่งการปล่อยน้ำอับเฉา ระบายแก๊ส เร่งกำลังเครื่องยนต์ หรือขยับหางเสือ
และถ้ามองในมุมวิศวกรรม โปรเจกต์นี้ตอบคำถามได้ชัดเจนที่สุดว่าทำไมโลกถึงต้องทิ้งหลอดสุญญากาศแล้วหันไปหาซิลิคอน เรื่องแรกคือความทนทาน หลอดเก่าพวกนี้มีอายุใช้งานเฉลี่ยแค่ราว 500 ชั่วโมง
การมีหลอดถึง 460 ตัวหมายความว่าเครื่องพร้อมจะดับได้ทุกเมื่อ จนเจ้าของต้องมีบันไดช่างไว้ปีนเปลี่ยนหลอดที่มอดอยู่เรื่อยๆ แถมหลอดแก้วพวกนี้ยังแผ่ความร้อนอย่างกับฮีตเตอร์ ส่งกลิ่นฝุ่นไหม้หึ่ง จนต้องวางถังดับเพลิงไว้ข้างโต๊ะเผื่อหลอดระเบิด
แม้ในแง่ประโยชน์ใช้สอย เครื่องจักรย้อนยุคเครื่องนี้อาจดูเชื่องช้า สิ้นเปลืองพลังงาน และเสี่ยงอันตรายจนไม่มีใครนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ในมุมของผู้ใช้เทคโนโลยียุคปัจจุบัน เรื่องนี้สะท้อนและเตือนสติให้เราเห็นคุณค่าของความสะดวกสบายที่มองไม่เห็น
ภายใต้ชิปซิลิคอนขนาดจิ๋วในสมาร์ตโฟนหรือแล็ปท็อปที่เราถืออยู่ทุกวัน และพิสูจน์ให้เห็นว่าความหลงใหลในรากเหง้าของคอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับความเร็วเสมอไป หากแต่มันคือความสุขจากการได้เข้าใจกลไกพื้นฐานที่ขับเคลื่อนโลกดิจิทัล
tags :http://techspot