AI ยุคใหม่อาจไม่ได้มีหน้าที่แค่ตอบคำถามอีกต่อไป แต่ต้องเข้าใจเป้าหมายและลงมือทำงานให้เสร็จได้ด้วย ล่าสุด Meta ประกาศเปิดตัว Muse Wonder และ Muse Wonder Full โมเดล AI รุ่นใหม่ที่พัฒนาต่อยอดจาก Muse Spark โดยมุ่งเน้นการทำงานแบบ AI Agent หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผน ใช้เครื่องมือ และจัดการงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องกันได้
จุดเด่นสำคัญของ Muse Wonder อยู่ที่ความสามารถ 2 ด้าน
ได้แก่ Active Memory และ Active Focus โดย Active Memory ช่วยให้ AI เรียกใช้ข้อมูลและบริบทสำคัญจากบทสนทนาก่อนหน้าได้เมื่อจำเป็น ผู้ใช้จึงไม่ต้องเริ่มอธิบายรายละเอียดใหม่ทุกครั้งที่กลับมาทำงานต่อ ส่วน Active Focus เน้นการทำงานตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง หากพบข้อผิดพลาดก็สามารถปรับวิธีดำเนินงาน ใช้ข้อมูลใหม่ หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ใช้ได้
ความสามารถเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อรองรับงานที่มีหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลานาน เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องเขียนโค้ด ทดสอบ แก้ไข และตรวจสอบผลลัพธ์ซ้ำหลายรอบ แทนการสร้างคำตอบเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ยังรองรับงานวิเคราะห์เอกสารและข้อมูล รวมถึงการสร้างเครื่องมือหรือแอปพลิเคชันตามเป้าหมายที่กำหนด
Meta ยังระบุว่าโมเดลใน Muse Wonder Series
ได้รับการพัฒนาสำหรับงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น กฎหมาย การเงิน และสุขภาพ ตลอดจนงานเขียนโปรแกรม โดยสามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือหลายรูปแบบ รวมถึงการทำงานผ่านเบราว์เซอร์และข้ามแอปพลิเคชัน เพื่อรวบรวมข้อมูลและดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ให้ต่อเนื่องกันมากขึ้น
สำหรับการเข้าถึง Meta เปิดตัวโมเดลไว้ 2 รูปแบบ
โดย Muse Wonder เปิดให้ใช้งานผ่าน Meta Model API และ Muse Code สำหรับนักพัฒนาและผู้ที่ต้องการนำ AI ไปสร้างระบบของตนเอง ขณะที่ Muse Wonder Full เปิดให้สมาชิก Muse Code ใช้งานตามแนวทางที่บริษัทกำหนด ส่วนผู้ใช้งานทั่วไป Meta มีแผนนำความสามารถของ Muse Wonder ไปเพิ่มให้กับบริการ AI ของบริษัทในระยะต่อไป โดยจะทยอยเปิดให้เข้าถึง
อย่างไรก็ตาม การที่ AI สามารถทำงานกับข้อมูลและเครื่องมือได้มากขึ้น ย่อมทำให้เรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยมีความสำคัญตามไปด้วย Meta ระบุว่าได้ฝึกโมเดลให้ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเพิ่มแนวทางป้องกันคำขอที่อาจนำไปสู่การกระทำอันตราย รวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ และเตรียมเผยแพร่รายงานประเมินความปลอดภัยเพิ่มเติม
tags : about.fb