จักรวาลยังมีอีกหลายพื้นที่ที่กล้องโทรทรรศน์ในปัจจุบันมองเห็นได้ไม่ครบถ้วน ล่าสุด NASA เดินหน้าภารกิจ PRIMA กล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรดไกลรุ่นใหม่ ที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการก่อตัวของดาวเคราะห์ กาแล็กซี และหลุมดำได้ลึกยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2033
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA ประกาศเลือกภารกิจ PRIMA (PRobe far-Infrared Mission for Astrophysics) เข้าสู่การพัฒนา Phase B ซึ่งเป็นขั้นตอนออกแบบเบื้องต้นและพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็น ก่อนเข้าสู่การประเมินความพร้อมของโครงการในระยะถัดไป
PRIMA ยังเป็นภารกิจแรกที่ได้รับเลือกให้เดินหน้าภายใต้โครงการ Probe Explorers
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Explorers Program โครงการสำรวจอวกาศที่ NASA ดำเนินงานมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น โดยภารกิจนี้ตั้งเป้าส่งกล้องขึ้นสู่อวกาศในปี 2033 และกำหนดระยะเวลาปฏิบัติภารกิจหลักประมาณ 5 ปี
เปิดหน้าต่างใหม่ สำรวจจักรวาลด้วยอินฟราเรดไกล
PRIMA จะติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.8 เมตร เพื่อสำรวจจักรวาลในช่วงคลื่นอินฟราเรดไกล (Far-Infrared) ซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำและบริเวณที่ถูกบดบังด้วยฝุ่นอวกาศ
การสังเกตการณ์ในย่านคลื่นนี้จะช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope) ที่ศึกษาจักรวาลในย่านอินฟราเรด กับกล้องโทรทรรศน์วิทยุภาคพื้นดินอย่าง ALMA ที่ตรวจจับคลื่นความยาวมากกว่า ทำให้นักดาราศาสตร์ศึกษาฝุ่นเย็น ก๊าซ และบริเวณก่อกำเนิดดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์ได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
มองทะลุฝุ่นอวกาศ ศึกษาการก่อตัวของดาวเคราะห์
หนึ่งในจุดเด่นของอินฟราเรดไกลคือความสามารถในการตรวจจับพลังงานจากวัตถุที่ซ่อนอยู่หลังกลุ่มฝุ่นอวกาศ ข้อมูลจาก PRIMA จึงสามารถนำไปใช้ร่วมกับกล้องเจมส์ เว็บบ์ กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน (Nancy Grace Roman Space Telescope) และหอดูดาววิทยุ เพื่อสร้างภาพการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลให้สมบูรณ์ขึ้น เป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ของภารกิจครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาฝุ่นและธาตุหนักที่ก่อตัวและสะสมในจักรวาล ไปจนถึงสภาพแวดล้อมของจานก่อกำเนิดดาวเคราะห์ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ใช้สร้างดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์อายุน้อย
ตามรอยน้ำในจักรวาล ไขปริศนาต้นกำเนิดระบบดาวเคราะห์
PRIMA ยังมุ่งศึกษาว่าน้ำและสารประกอบที่เกี่ยวข้องกับการก่อตัวของระบบดาวเคราะห์เดินทางและสะสมตัวอย่างไร รวมถึงสำรวจวิวัฒนาการของกาแล็กซีและหลุมดำมวลยิ่งยวด
นิกกี ฟ็อกซ์ (Nicky Fox) ผู้ช่วยผู้บริหารสำนักภารกิจวิทยาศาสตร์ของ NASA ระบุว่า ภารกิจนี้จะเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาตั้งแต่การก่อตัวของดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ และหลุมดำ ไปจนถึงคำถามเกี่ยวกับที่มาของน้ำบนโลก อย่างไรก็ตาม PRIMA ไม่ได้มีเป้าหมายค้นหาต้นกำเนิดน้ำบนโลกเพียงอย่างเดียว แต่จะเก็บข้อมูลด้านองค์ประกอบทางเคมีและกระบวนการสร้างระบบดาวเคราะห์ เพื่อนำไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากภารกิจอื่น
ภารกิจแรกของ Probe Explorers เตรียมก้าวสู่การพัฒนาเต็มรูปแบบ
การบริหารภารกิจ PRIMA จะอยู่ภายใต้ห้องปฏิบัติการขับเคลื่อนไอพ่น (Jet Propulsion Laboratory: JPL) ร่วมกับศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) และศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลล์ (Marshall Space Flight Center) รวมถึงหน่วยงานและสถาบันพันธมิตรจากฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี แคนาดา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร
ย้อนกลับไปในปี 2024 NASA เคยเลือก PRIMA และโครงการ Advanced X-ray Imaging Satellite (AXIS) เข้าสู่ขั้นศึกษารายละเอียดแนวคิด เพื่อเปรียบเทียบคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ ความพร้อมของเทคโนโลยี ต้นทุน และความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน ก่อนที่ PRIMA จะได้รับเลือกให้เข้าสู่ Phase B ในเดือนกันยายน 2026
tags : arstechnica