เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 กระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมนีเปิดเผย Roadmap for Transitioning Away from Fossil Fuels ซึ่งกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านในหลายภาคส่วน ทั้งระบบไฟฟ้า การขนส่ง อาคาร และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศของประเทศภายในปี 2045
เยอรมนีเป็นประเทศที่ 3 ในยุโรปที่จัดทำ Roadmap
ต่อจาก ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ โดยรัฐบาลเยอรมนีมองว่าแผนดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงานและการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่มีความผันผวน หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้า จากประมาณ 55% ในปัจจุบันเป็นอย่างน้อย 80% ภายในปี 2030 พร้อมขยายพลังงานลมและแสงอาทิตย์ รวมถึงพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานสะอาดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เยอรมนียังคงเดินหน้าลดการใช้ถ่านหิน โดยมีเป้าหมายยุติการใช้ถ่านหินไม่เกินปี 2038 และกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการเร่งกระบวนการดังกล่าว ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซที่ยังจำเป็นต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน จะต้องสามารถเปลี่ยนไปใช้ไฮโดรเจนสีเขียวในระยะยาว
Roadmap ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรงไฟฟ้า แต่ครอบคลุมถึงการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันด้วย
เยอรมนีต้องการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จ ขณะที่ภาคอาคารและครัวเรือนจะทยอยลดการพึ่งพาระบบทำความร้อนที่ใช้น้ำมันและก๊าซ และหันมาใช้เทคโนโลยีอย่าง Heat Pump มากขึ้น ข้อมูลของรัฐบาลเยอรมนีระบุว่า ปี 2025 ยอดขาย Heat Pump แซงหน้าระบบทำความร้อนด้วยก๊าซเป็นครั้งแรก ขณะที่ในเดือนสิงหาคม 2026 รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของรถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียน
รัฐบาลชี้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นอีกเหตุผลสำคัญ
Carsten Schneider รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเยอรมนี ระบุว่าความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล มุมมองของรัฐบาลจึงครอบคลุมทั้งการลดคาร์บอนและการสร้างระบบพลังงานที่มีความมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศ
แม้เยอรมนีจะเดินหน้าออก Roadmap อย่างเป็นทางการ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังมองว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้อาจยังไม่เพียงพอ
Linda Kalcher จาก Strategic Perspectives มองว่าเป้าหมายของเยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับระดับที่จำเป็นต่อการลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ด้าน Laurie Van Der Burg จาก Oil Change International เห็นว่าการประกาศ Roadmap เป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญ แต่ตั้งข้อสังเกตว่ากำหนดการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2045 ยังอาจช้ากว่าระดับที่จำเป็นต่อการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ความคิดเห็นเหล่านี้เป็นมุมมองขององค์กรภายนอก ขณะที่รัฐบาลเยอรมนีมอง Roadmap เป็นกรอบสำหรับผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว
สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือการนำ Roadmap ไปปฏิบัติจริง เพราะการลดการพึ่งพาฟอสซิลไม่ได้เกิดขึ้นจากการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินหน้าพร้อมกันทั้งโครงข่ายไฟฟ้า การขนส่ง อาคาร ภาคอุตสาหกรรม และระบบพลังงานสำรอง
สำหรับเยอรมนี การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ยังมีโจทย์เรื่องต้นทุน ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานระหว่างที่ประเทศกำลังลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
tags : GermanEmbassy