โรงงานอุตสาหกรรมกำลังขยับเข้าใกล้ยุคที่หุ่นยนต์ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในพื้นที่เฉพาะอีกต่อไป เมื่อ บริษัท แชฟฟ์เลอร์ (Schaeffler) เทคโนโลยีด้านการเคลื่อนที่จากเยอรมนี ประกาศข้อตกลงกับ Hexagon Robotics เพื่อนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น Aeon เข้าปฏิบัติงานในเครือข่ายโรงงานทั่วโลกอย่างน้อย 1,000 ตัว ภายในปี 2032 โดยมีเป้าหมายเพิ่มความยืดหยุ่นและช่วยจัดการงานในกระบวนการผลิตที่หลากหลาย
Aeon เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2025
และถูกออกแบบให้รองรับงานหลายประเภท ตั้งแต่การหยิบจับและเคลื่อนย้ายชิ้นส่วน ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพและเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อม จุดเด่นที่แตกต่างจากหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วไปคือโครงสร้างสองขาที่ติดตั้งล้อบริเวณปลายขา ทำให้เคลื่อนที่บนพื้นเรียบได้ด้วยความเร็วสูงสุด 2.5 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่รูปแบบขาช่วยให้จัดการกับสิ่งกีดขวางและบันไดได้ด้วย
แนวคิดของการนำหุ่นยนต์จำนวนมากเข้าสู่โรงงานไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มจำนวนเครื่องจักร แต่ต้องการให้สามารถจัดสรรกำลังทำงานตามสถานการณ์ได้ เช่น หากขั้นตอนตรวจสอบชิ้นส่วนกลายเป็นคอขวด ระบบอาจส่งหุ่นยนต์หลายตัวเข้าไปช่วยลดภาระและทำให้งานดำเนินต่อได้ แนวทางนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการงาน แต่ประสิทธิภาพจริงยังขึ้นอยู่กับความสามารถของระบบ การประสานงาน และลักษณะงานแต่ละประเภท
Hexagon ยังได้ทดสอบ Aeon ในสภาพแวดล้อมการผลิตจริง
ร่วมกับ BMW ที่โรงงานในเมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี โดยให้หุ่นยนต์ทำภารกิจเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนสปอยเลอร์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความคล่องตัวและการจัดการชิ้นส่วนอย่างระมัดระวัง การทดสอบลักษณะนี้ช่วยให้เห็นว่าหุ่นยนต์สามารถรับมือกับข้อจำกัดของพื้นที่และขั้นตอนการทำงานจริงได้เพียงใด ก่อนขยายการใช้งานในวงกว้าง
อีกส่วนสำคัญคือการพัฒนา AI ผ่านกระบวนการ Sim-to-Real-to-Sim ซึ่งหมายถึงการฝึกระบบในสภาพแวดล้อมจำลอง นำไปทดลองในโลกจริง แล้วส่งข้อมูลที่ได้กลับไปปรับปรุงการจำลองและระบบควบคุมต่อไป Aeon ใช้เซนเซอร์ 22 ตัวเพื่อเก็บข้อมูลรอบตัว รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวและการหยิบจับ ขณะที่ แชฟฟ์เลอร์ จัดตั้งศูนย์ฝึก Humanoid Gym ในเยอรมนี เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมโรงงานและฝึกหุ่นยนต์ให้ทำงานได้อย่างสม่ำเสมอก่อนลงพื้นที่จริง
สำหรับทิศทางในอนาคต ทั้งสองบริษัทมองการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์เป็นส่วนสำคัญของโรงงานยุคใหม่ โดยหุ่นยนต์สามารถช่วยรับงานซ้ำ ๆ หรืองานที่มีความเสี่ยง ขณะที่มนุษย์ยังมีบทบาทในการควบคุมระบบ วางแผน และจัดการกระบวนการผลิต เป้าหมายการติดตั้งอย่างน้อย 1,000 ตัวภายในปี 2032 จึงเป็นแผนระยะยาวที่ต้องพิสูจน์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการใช้งานจริง
tags : forbes