เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา Tesla ได้เผยโฉมรถบรรทุกไฟฟ้า Tesla Semi คันแรกจากสายการผลิตระดับอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการ ภายในโรงงาน Gigafactory รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา หลังจากโปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนายาวนานเกือบ 8 ปีเต็ม
โรงงานแห่งใหม่มีพื้นที่มหาศาลกว่า 1.7 ล้านตารางฟุต
และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการผลิตรถบรรทุกไฟฟ้าโดยเฉพาะ ด้วยกำลังผลิตสูงสุดถึง 50,000 คันต่อปี ถือเป็นก้าวสำคัญของ Tesla ในการบุกตลาดรถหัวลากขนาดใหญ่แบบจริงจัง
ย้อนกลับไปในปี 2017 Tesla เคยเปิดตัว Semi
พร้อมสร้างกระแสฮือฮาไปทั่วโลก แต่หลังจากนั้นโครงการกลับถูกเลื่อนผลิตหลายครั้งต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 จนถึง 2022 ก่อนจะเริ่มส่งมอบรถแบบประกอบมือให้กับ PepsiCo เพียงบางส่วนในช่วงปลายปี 2022
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา Tesla ปรับปรุงตัวรถอย่างหนัก ทั้งลดน้ำหนักลงกว่า 1,000 ปอนด์ พร้อมแก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญ
สำหรับเวอร์ชันวางขายจริง Tesla Semi มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่
Standard Range วิ่งได้ประมาณ 325 ไมล์ต่อการชาร์จ ราคาเริ่มต้นราว 9.36 ล้านบาท
Long Range วิ่งได้ไกลถึง 500 ไมล์ต่อการชาร์จ ราคาอยู่ที่ประมาณ 10.44 ล้านบาท
ทั้งสองรุ่นใช้ระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ 3 ตัว ให้กำลังสูงถึง 1,072 แรงม้า และรองรับระบบชาร์จแรงสูง Megacharger ระดับ 1.2 เมกะวัตต์ ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่กลับมาได้ 60% ภายในเวลาเพียง 30 นาที
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือ Tesla ผลิตแบตเตอรี่เซลล์ 4680 ภายในโรงงานเดียวกัน ทำให้ควบคุมต้นทุนและลดปัญหาคอขวดด้านการผลิตได้ดีกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม แม้ Semi จะเริ่มเดินหน้าจริงจัง แต่กระแสวิจารณ์ต่อ Elon Musk และ Tesla ก็ยังไม่ลดลง เพราะช่วงหลังบริษัททุ่มความสนใจไปที่โปรเจกต์อนาคตอย่างหุ่นยนต์ Optimus และรถแท็กซี่ไร้คนขับ Cybercab มากขึ้นเรื่อยๆ
แฟน Tesla จำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า บริษัทกำลังห่างจาก “ยุครถยนต์สุดล้ำที่คนทั่วไปจับต้องได้” ไปหรือไม่ เพราะหลายคนยังคิดถึงช่วงเวลาที่ Tesla เปิดตัวรถใหม่ที่มีทั้งพวงมาลัยและแป้นเหยียบ มากกว่าแนวคิดโลกอนาคตที่ยังห่างไกลจากการใช้งานจริง
แต่ถ้า Tesla สามารถบริหารทรัพยากรได้ลงตัว และไม่ปล่อยให้โปรเจกต์หุ่นยนต์ดึงความสำคัญของ Semi ออกไปมากเกินไป รถบรรทุกไฟฟ้าคันนี้อาจกลายเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ของวงการขนส่งหนักได้เหมือนที่ Tesla Model 3 เคยพลิกตลาดรถซีดานไฟฟ้ามาแล้วก็เป็นได้
tags autoblog.