จีนกำลังพยายามลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในอุตสาหกรรมชิปขั้นสูง ล่าสุด Langdao Silex บริษัทเทคโนโลยีจากเซี่ยงไฮ้ เผยต้นแบบระบบกำเนิดแสง EUV ที่ระบุว่าใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศประมาณ 90% อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ยังมีอุปสรรคอีกมาก และอาจต้องใช้เวลาอีก 3–5 ปี
ต้นแบบดังกล่าวจัดแสดงในงาน China International Industry Fair 2026 โดยแหล่งกำเนิดแสง EUV เป็นส่วนสำคัญของเครื่อง EUV Lithography หรือเครื่องฉายแสงเพื่อสร้างลวดลายวงจรขนาดเล็กบนแผ่นเวเฟอร์ ซึ่งเป็นวัสดุพื้นฐานสำหรับผลิตชิปขั้นสูง เทคโนโลยีนี้ใช้แสงที่มีความยาวคลื่นเพียง 13.5 นาโนเมตร ช่วยให้สามารถสร้างลวดลายวงจรที่มีขนาดเล็กมากได้
สำหรับแนวทางการทำงาน Langdao Silex
เลือกใช้เทคโนโลยี Laser-Produced Plasma (LPP) ซึ่งใช้เลเซอร์พลังงานสูงยิงไปยังหยดโลหะเพื่อสร้างพลาสมาที่ปล่อยแสง EUV ออกมา แนวทางนี้อยู่ในตระกูลเทคโนโลยีเดียวกับที่ ASML ผู้ผลิตเครื่อง EUV รายสำคัญของโลกนำมาใช้ แต่การใช้หลักการเดียวกันไม่ได้หมายความว่าประสิทธิภาพหรือความพร้อมใช้งานจะเทียบเท่ากัน
ระบบกำเนิดแสงกำลังต่ำรุ่น FlintNano LPP-OXXO
มีสเปกที่บริษัทเปิดเผย ได้แก่ เลเซอร์ขับกำลัง 1,000 วัตต์ ความถี่ 1–20 กิโลเฮิรตซ์ ประสิทธิภาพการแปลงพลังงานมากกว่า 2% กำลังแสง EUV มากกว่า 15 วัตต์ และความสามารถในการทำงานต่อเนื่องนานกว่า 100 ชั่วโมง ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลจากบริษัท ไม่ใช่ผลทดสอบอิสระที่ยืนยันประสิทธิภาพของต้นแบบที่จัดแสดง
จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ เลเซอร์ขับกำลัง 1,000 วัตต์ ไม่ใช่กำลังแสง EUV ที่ผลิตได้ เพราะบริษัทระบุว่ากำลังแสง EUV ของระบบรุ่นนี้อยู่ที่มากกว่า 15 วัตต์เท่านั้น ขณะที่เครื่อง EUV สำหรับการผลิตชิปเชิงพาณิชย์ต้องการแหล่งกำเนิดแสงระดับหลายร้อยวัตต์และความเสถียรสูง เพื่อให้ผลิตชิปได้อย่างต่อเนื่องและคุ้มค่าทางธุรกิจ
เมื่อเทียบกับ ASML จีนยังมีช่องว่างด้านกำลังแสงและความพร้อมของเทคโนโลยี โดย ASML ระบุว่าเริ่มใช้แหล่งกำเนิดแสง EUV ระดับ 250 วัตต์สำหรับการผลิตจำนวนมากตั้งแต่ปี 2018 และสามารถสาธิตระบบระดับ 1,000 วัตต์ได้ในเดือนเมษายน 2025 หลังพัฒนาต่อเนื่องมานานหลายปี ข้อมูลจาก ASML
แม้ Langdao Silex จะระบุว่าต้นแบบสามารถนำไปใช้กับการทดสอบฉายแสงสำหรับชิปได้ แต่การเปิดตัวครั้งนี้ยังไม่ใช่การพิสูจน์ว่าจีนมีเครื่อง EUV สำหรับผลิตชิปเชิงพาณิชย์แล้ว รายงานจาก Tom’s Hardware ระบุว่าอุปกรณ์ที่จัดแสดงไม่ได้ถูกสาธิตการทำงานจริงในงาน ส่วนทีมงานประเมินว่ายังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3–5 ปีกว่าจะไปถึงการผลิตจำนวนมาก
tags : pandaily