ดาวเทียมอาจไม่ต้องแบกแบตเตอรี่ก้อนใหญ่อีกต่อไป
เมื่อการประมวลผล AI และระบบคอมพิวเตอร์บนวงโคจรต้องการพลังงานมากขึ้น ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “ชิป” แต่คือการหาไฟฟ้าให้เพียงพอ ล่าสุดอุตสาหกรรมอวกาศกำลังทดลองแนวทางใหม่ ด้วยการสร้าง โครงข่ายพลังงานไร้สายบนอวกาศ ที่สามารถส่งพลังงานให้ดาวเทียมได้โดยตรง และเพิ่มกำลังไฟได้สูงสุดถึง 10 เท่าตามความต้องการ
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง Star-Catcher และ Aethero
สองบริษัทเทคโนโลยีอวกาศจากสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง รวมถึงงานด้าน AI บนวงโคจร ซึ่งเป็นภาระงานที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก
Star Catcher เป็นผู้พัฒนาโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าในอวกาศสำหรับส่งพลังงานแบบไร้สายไปยังดาวเทียมและยานอวกาศ ขณะที่ Aethero พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบให้ทนต่อรังสีในอวกาศ รวมถึงโมดูลประมวลผลและซอฟต์แวร์
ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว
Aethero จะสามารถดึงพลังงานจากโครงข่ายของ Star-Catcher มาใช้เมื่อจำเป็น ทำให้ดาวเทียมสามารถเพิ่มพลังงานได้ทันทีในช่วงที่ภาระงานประมวลผลพุ่งสูง โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ไว้บนตัวดาวเทียมตลอดเวลา
แนวคิดนี้ช่วยแก้ข้อจำกัดสำคัญของการออกแบบดาวเทียมในปัจจุบัน เพราะเดิมผู้ให้บริการต้องเตรียมระบบพลังงานให้รองรับช่วงที่มีการใช้ไฟสูงสุด ส่งผลให้ต้องติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็เพิ่มทั้งขนาดและต้นทุนของดาวเทียม
เทคโนโลยีหลักของ Star-Catcher คือ Wireless Optical Power Beaming หรือการส่งพลังงานผ่านลำแสงแบบไร้สาย โดยระบบจะรวบรวมพลังงานแสงอาทิตย์และส่งลำแสงพลังงานความเข้มข้นสูงไปยังแผงโซลาร์เซลล์ของดาวเทียมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ดาวเทียมสามารถสร้างพลังงานเพิ่มขึ้นได้สูงสุด 10 เท่า เมื่อมีความต้องการ
ผลที่ตามมาคือ ผู้ให้บริการสามารถนำพื้นที่และน้ำหนักที่เคยต้องใช้กับระบบพลังงานขนาดใหญ่ ไปเพิ่มอุปกรณ์ประมวลผลหรือระบบจัดเก็บข้อมูลแทนได้มากขึ้น ขณะที่โครงข่ายพลังงานภายนอกจะเข้ามาช่วยรองรับช่วงเวลาที่ดาวเทียมต้องใช้ไฟจำนวนมาก
แนวทางดังกล่าวจึงอาจช่วยลดข้อจำกัดระหว่าง
“พลังงาน” กับ “กำลังประมวลผล” ทำให้ดาวเทียมในอนาคตสามารถรองรับงาน AI และคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดระบบพลังงานบนตัวดาวเทียมตามสัดส่วนเดิม
tags : interestingengineering