เคยไหม? อายุเพิ่ง 40 แต่ร่างกายเหมือน 60 หรือบางคนอายุ 60 แต่ยังแข็งแรงราวกับวัยหนุ่มสาว ล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา (USA) พัฒนา “นาฬิกาชีวภาพ” (Biological Clock) รูปแบบใหม่ ที่สามารถวิเคราะห์ความเสื่อมของร่างกายได้ลึกกว่าการดูอายุตามปีเกิด
เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อประเมิน “อายุทางชีวภาพ” ของเซลล์และอวัยวะ รวมถึงช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความชรา และแนวโน้มสุขภาพในอนาคตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
อ่านสัญญาณความแก่ผ่าน RNA แทนการดู DNA
เดิมทีนักวิทยาศาสตร์นิยมใช้นาฬิกาอีพิเจเนติกส์ (Epigenetic Clock) ที่วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของ DNA แต่ระบบใหม่ที่เรียกว่า “Transcriptomic Clock” จะมุ่งตรวจสอบ RNA ซึ่งเปรียบเสมือนคำสั่งการทำงานของเซลล์
การวิเคราะห์ RNA ทำให้นักวิจัยสามารถมองเห็นได้ว่ายีนใดกำลังทำงานหรือหยุดทำงานอยู่ในขณะนั้น ส่งผลให้สามารถติดตามสภาพความเสื่อมของร่างกายได้ละเอียดและสะท้อนสภาพจริงมากกว่า เพราะข้อมูลเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตามอายุ ความเครียด และสภาพแวดล้อมที่แต่ละคนเผชิญ
ศึกษาข้อมูลกว่า 11,000 ตัวอย่าง พบกลไกชราเหมือนกันหลายสายพันธุ์
ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลตัวอย่างมากกว่า 11,000 ชุด จากมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 4 ชนิด ได้แก่ หนูทดลอง หนูท่อ ลิงแม็กเคก และมนุษย์
ผลการวิเคราะห์พบว่าสัญญาณทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความชรามีรูปแบบคล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่งในหลายอวัยวะและหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นตับ หัวใจ หรือระบบต่าง ๆ ของร่างกาย สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการแก่ชราอาจเป็นกลไกพื้นฐานที่ธรรมชาติใช้ร่วมกัน
ตรวจจับโรคเรื้อรังและผลกระทบจากมลพิษได้เร็วขึ้น
จุดเด่นสำคัญของนาฬิกาชีวภาพรุ่นใหม่นี้ คือความสามารถในการประเมินสุขภาพเชิงลึกจากตัวอย่างเลือด โดยสามารถตรวจพบสัญญาณของโรคเรื้อรัง รวมถึงผลกระทบจากความเครียดสะสม มลภาวะ และฝุ่นควันที่อาจเร่งให้ร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น
นักวิจัยระบุว่าประสิทธิภาพในการคาดการณ์ความเสี่ยงด้านสุขภาพและอายุขัย สามารถทำได้ดีเทียบเท่าหรืออาจเหนือกว่าวิธีการเดิมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
ก้าวสำคัญสู่การพัฒนายาต้านความชรา
อีกหนึ่งประโยชน์ที่ได้รับความสนใจคือการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ทดสอบประสิทธิภาพของยาต้านความชรา การออกกำลังกาย หรือโปรแกรมดูแลสุขภาพต่าง ๆ
แทนที่จะต้องรอผลลัพธ์เป็นเวลาหลายสิบปี นักวิจัยสามารถติดตามผลกระทบต่ออายุทางชีวภาพได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งอาจช่วยเร่งการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการยืดอายุและคุณภาพชีวิตในอนาคต
tags Nature