จากที่เคยโดนสบประมาทว่า “ช้ากว่าเพื่อน” ในศึก Generative AI วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วครับ เมื่อบทวิเคราะห์ล่าสุดชี้ว่า Gemini (เจมิไน) ของ Google กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changer) ที่ทำให้นักลงทุนต้องรีบกางตำราคำนวณมูลค่าหุ้น AI กันใหม่หมด
ทอม เอสซาย (Tom Essaye) ประธานบริษัทที่ปรึกษา Sevens Report ระบุว่า เจมิไน ไม่ได้มาเพื่อแค่ไล่ตาม ChatGPT แต่กำลังมาเพื่อ “ทำลายแนวคิดเดิม” ที่ว่าใครใช้เงินมากที่สุดคือผู้ชนะ โดยเขาสรุป 3 ประเด็นร้อนที่ทำให้ Google กลายเป็นม้ามืดที่น่ากลัวที่สุด ดังนี้ครับ
1. แย่งเค้ก ChatGPT ในเวลาแค่ปีเดียว
ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็มองว่า OpenAI คือผู้นำที่ไม่มีใครโค่นได้ แต่พอ Google เริ่มเอา เจมิไน ไปฝังไว้ในสิ่งที่คนใช้กันทั่วโลกอย่าง Search, Workspace และ Android ที่มีฐานผู้ใช้หลักพันล้านคน ผลคือ เจมิไน ชิงส่วนแบ่งตลาดคืนมาได้อย่างรวดเร็ว จนทำเอาโมเมนตัมการเติบโตของคู่แข่งเริ่มสั่นคลอน
2. เลิกพึ่งพาชิปคนอื่น (Game of Chips)
นี่คือหมัดฮุคสำคัญครับ! Google พัฒนาชิป TPU ของตัวเองขึ้นมาเพื่อรัน Gemini โดยเฉพาะ ทำให้ไม่ต้องไปง้อหรือแย่งซื้อชิปราคาแพงหูฉี่จาก Nvidia หรือค่ายอื่นๆ
ผลกระทบ: นอกจากจะคุมต้นทุนได้ต่ำกว่าคู่แข่งแล้ว ยังส่งผลให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เริ่มถูกกดดัน เพราะยักษ์ใหญ่เริ่มหันมาผลิตโครงสร้างพื้นฐานใช้เองแบบครบวงจร
3. AI กำลังกลายเป็น "ของพื้นฐาน" ที่ราคาถูกลง
Gemini พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถสร้าง AI ที่เก่งระดับโลกได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า “แล้วเราจะทุ่มเงินล้านล้านดอลลาร์ไปทำไม?” ถ้า AI กลายเป็นสินค้าทั่วไป (Commodity) ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ ตลาดจะเลิกให้รางวัลคนที่ “ใช้เงินเก่ง” และหันมาให้รางวัลคนที่ “ทำกำไรได้จริง” แทน
จากยุคตื่นทอง สู่ยุคเน้น "ความคุ้มค่า"
แม้ Google จะประกาศงบลงทุน (Capex) ปี 2026 สูงเป็นประวัติศาสตร์ถึง 185,000 ล้านดอลลาร์ แต่นักลงทุนกลับขานรับเชิงบวก เพราะมั่นใจในโมเดลธุรกิจที่ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า จนดันมูลค่าตลาดทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ไปเมื่อมกราคมที่ผ่านมา
ซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอของ Google ย้ำชัดว่า ความได้เปรียบของพวกเขาคือ “สเกลผู้ใช้” และ “การคุมต้นทุน” ซึ่งจะทำให้ Google ยืนระยะได้นานกว่าใครในสงครามนี้
tags : Business Insider