หัวข้อข่าว

Tesla แง้มเตรียมใส่ Starlink V5 ใน Cybercab ดันประสิทธิภาพแท็กซี่ไร้คนขับ วิ่งต่อแม้ในพื้นที่เน็ตอ่อนไร้สัญญาณ

Starlink V5

ย้อนไปไม่กี่ปีก่อน Tesla Cybercab เคยเปิดตัวไปแล้วไปเมื่อเดือนตุลาคม 2024 ที่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเจาะตลาด Robotaxi ซึ่งมาในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ออกแบบมาสำหรับ 2 ที่นั่ง ไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ

มัสก์ บอกกว้าง ๆ ว่าจะผลิตภายในปี 2026 หรือช้าที่สุดปี 2027 ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 ที่ผ่านมา Tesla ก็ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตและทดสอบ Tesla Cybercab รุ่นผลิตจริงแล้ว โดยมีการประกอบที่โรงงาน Gigafactory ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส และเริ่มวิ่งทดสอบบนถนนจริงบางพื้นที่ แต่ยังไม่อนุญาตให้วางจำหน่ายทั่วไปหรือให้บริการเชิงพาณิชย์

ขนาดรูปเรื่อง web 31.1.1

และล่าสุดเส้นทางของแท็กซี่ไร้คนขับนี้กำลังไปได้สวย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา Starlink ได้โพสต์ข้อความผ่าน X (Twitter) ว่า “High-speed internet from space for the future of autonomous vehicles” (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจากอวกาศ เพื่ออนาคตของยานยนต์ไร้คนขับ)

ขนาดรูปเรื่อง web 31.1.2

ส่วน Tesla ก็โพสต์ตามมาติด ๆ ว่า “Starlink V5 directly integrated in Cybercab” หรือ “Starlink V5 จะถูกฝังมากับระบบตัวรถ Cybercab” พร้อมโชว์ภาพประกอบที่เห็นส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ จานรับสัญญาณจากดาวเทียม Starlink บริเวณท้ายรถ เสาสัญญาณ GPS, 5G LTE, ไมโครโฟน และระบบหยุดรถฉุกเฉิน บริเวณกลางรถ, ระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง FSD (Full Self-Driving) บริเวณกระโปรงหน้า และตำแหน่งกล้องรอบคัน 8 จุด

เรื่องนี้ตรงกับข่าวที่ออกมาก่อนหน้าว่า Tesla ได้ยื่นจดสิทธิบัตรการฝังเสาอากาศวิทยุลงในหลังคารถยนต์โดยตรง และยังยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า นี่คือกลยุทธ์การพึ่งพาและส่งเสริมธุรกิจ​ระหว่างบริษัทในเครือของ อีลอน มัสก์ (Tesla และ SpaceX)

สเปกและข้อดีของจานดาวเทียม Starlink V5

1.ขนาดเล็กและเบาลงมาก น้ำหนักลดลงเหลือเพียง 2.4 ปอนด์ (ประมาณ 1 กก.) จากเดิมในรุ่นก่อนหน้าที่หนักถึง 6.5 ปอนด์ (ประมาณ 3 กก.) ​ช่วยให้เวลาติดตั้งดูเรียบเนียนไปกับตัวรถ
2.ประหยัดพลังงาน กินไฟน้อยลง ทำให้ไม่เป็นภาระต่อแบตเตอรี่หลักของรถยนต์ไฟฟ้ามากเกินไป
3.รองรับความเร็วอินเทอร์เน็ตได้มากกว่า 375 Mbps (แม้จะลดลงเล็กน้อยจากรุ่น V4 ที่ทำได้ 400+ Mbps แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานบันเทิง และการเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ในรถ รวมถึงระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง)

ทำไมต้องมี Starlink ในรถแท็กซี่ไร้คนขับ ?

หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า เนื่องจากปัจจุบัน Cybercab วิ่งให้บริการเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ซึ่งมีสัญญาณ 5G LTE ครอบคลุมอยู่แล้ว (ความเร็วเฉลี่ย 5G ในเมืองของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 175 Mbps) การใส่ทั้ง 5G และ Starlink จึงดูจะซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น สำหรับการเดินทางระยะสั้น

ถึงอย่างนั้นการรวมเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์ที่น่าสนใจหลายด้าน ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการสัญญาณที่ครอบคุมเท่านั้น อาทิ

  • ระบบสำรองที่ไว้ใจได้ ช่วยให้รถสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา โดยไม่เกิดจุดอับสัญญาณ แม้ระบบเซลลูลาร์ 5G จะขัดข้อง
  • รองรับการสื่อสารระหว่างรถกับรถ, รองรับระบบนำทางความละเอียดสูง และการควบคุม/ช่วยเหลือระยะไกลได้อย่างราบรื่น

Tesla Cybercab คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ?

ปัจจุบัน Tesla ยังไม่ได้กำหนดวันเปิดตัว Cybercab อย่างเป็นทางการสู่สาธารณะ โดยจำนวนรถที่วิ่งทดสอบจริงในปัจจุบันยังมีจำนวนน้อยมาก จากข้อมูลของ Robotaxi Tracker เว็บไซต์และแพลตฟอร์มแดชบอร์ดติดตามข้อมูลการเปิดให้บริการและฝูงรถยนต์ไร้คนขับแบบเรียลไทม์ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่ามีรถ Cybercab ที่วิ่งให้บริการแบบไร้คนขับโดยสมบูรณ์เพียง 34 คัน เท่านั้น (จากจำนวนที่ลงทะเบียนกับ Texas DMV ทั่วทั้งรัฐ 175 คัน)

อย่างไรก็ตาม Cybercab แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ Tesla วางแผนที่จะติดตั้งไว้เพื่อรองรับความสามารถในการขับขี่อัตโนมัติ การเชื่อมต่อ และความปลอดภัยระดับสูง เราได้เห็นความเคลื่อนไหวที่นับว่าเป็นแรงกระเพื่อมในด้านการพัฒนาที่สำคัญ และน่าลุ้นกันต่อไปว่าเมื่อ Cybercab รุ่นใหม่ที่มาพร้อม Starlink V5 ลงถนนเพื่อให้คนได้ใช้งานจริง ๆ แล้วจะมีประสิทธิภาพดีขึ้นจากโมเดลเดิมมากน้อยเพียงใด และจะกลายเป็นอันดับหนึ่งของบริการแท็กซี่ไร้คนขับตามที่อีลอน มัสก์เองตั้งใจหรือไม่

Facebook